BizNews

ฟอร์ด เผยเบื้องหลังการพัฒนาเอสยูวีรุ่นล่าสุด

ฟอร์ดเผยเบื้องหลังการพัฒนาเอสยูวีรุ่นล่าสุด

ก่อนที่จะแนะนำรถเอสยูวี ใหม่ ระดับโลกออกสู่ถนนจริงนั้น ฟอร์ด รู้ดีว่ากลุ่มลูกค้าจะเป็นใคร ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถกระบะรุ่นใหม่กระบวนการพัฒนารถของฟอร์ดจะเริ่มจากความต้องการของลูกค้าก่อนเสมอ

เพื่อตอบสนองกับความต้องการของผู้บริโภคที่มีต่อรถอเนกประสงค์ในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2556 มีอัตราการเติบโตของเซกเม้นต์นี้อยู่ที่ 13 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มที่จะยังคงเติบโตอีกอย่างรวดเร็ว ฟอร์ดจึงได้พัฒนาเอสยูวีอัจฉริยะสายพันธุ์ใหม่ที่มีความแข็งแรงและยืดหยุ่นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ผลลัพธ์ก็คือรถระดับโลกรุ่นใหม่ที่สามารถแข่งกับคู่แข่งและตอบโจทย์ความคาดหวังของผู้บริโภค รวมถึงเป็นกุญแจสำคัญต่อกลยุทธ์การเติบโตของฟอร์ดทั่วโลก

เอสยูวีรุ่นล่าสุดนี้ จะได้รับการพัฒนาขึ้นจากทักษะความเชี่ยวชาญในการพัฒนารถเอสยูวีระดับตำนานของฟอร์ด ในฐานะผู้ผลิตรถอเนกประสงค์อันดับสองของโลก ทั้งนี้ ยอดขายเอสยูวีของฟอร์ดสูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมโลกในปี 2556 ด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้น 35 เปอร์เซ็นต์หรือมากกว่า 1.2 ล้านคั

ผลการวิจัยพบว่า ลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต้องการเอสยูวีที่สมบุกสมบันและทรงพลังในการขับเคลื่อนแบบออฟโรด แต่ก็สามารถมอบความยืดหยุ่นและความสะดวกสบายในการใช้งานในชีวิตประจำวัน พวกเขาต้องการดีไซน์ที่สื่อถึงความแข็งแกร่งรวมถึงภายในที่ชาญฉลาด และมีพื้นที่กว้างขวางสำหรับครอบครัวและเพื่อนๆ นอกเหนือจากความสบายระดับพรีเมี่ยม ลูกค้าทุกคนยังต้องการยานพาหนะที่มีแอโรไดนามิคส์และประหยัดน้ำมัน

“เมื่อมองความต้องการของตลาดในปัจจุบัน เราเล็งเห็นโอกาสในการเจาะตลาดผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่ต้องการรถอเนกประสงค์ที่มีความแข็งแกร่งสมบุกสมบัน แต่ยังให้ความสะดวกสบายทั้งเวลาขับขี่ในเมืองหรือใช้บุกป่าฝ่าดงขณะเดินทางไกล” นายจิม ฮอลแลนด์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรม ฟอร์ด เอเชียแปซิฟิก กล่าว

“เราได้ก้าวผ่านความท้าทายโดยการใช้ศักยภาพความเชี่ยวชาญจากแผน One Ford ซึ่งเป็นแผนงานระดับโลกของฟอร์ดอย่างเต็มที่ เราได้ผลิตรถที่ได้สร้างความคาดหวังใหม่ให้รถยนต์กลุ่มนี้ พร้อมทั้งตอกย้ำความเป็นผู้นำและความแข็งแกร่งของผลิตภัณฑ์เอสยูวีในตลาดโลก เราหวังว่ารถรุ่นล่าสุดจะเป็นรถรุ่นสำคัญในกลยุทธ์การเติบโตของฟอร์ด โดยเราจะยังคงเปิดตัวรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ทั่วโลก”

รับฟังความคิดเห็นของลูกค้า

การเดินทางเริ่มต้นจากการที่ฟอร์ดได้ทุ่มเทศึกษาความต้องการและความคาดหวังของผู้บริโภคเพื่อนำมาตั้งเป้าหมายการออกแบบสำหรับเอสยูวีรุ่นล่าสุดนี้ การศึกษาวิจัยอย่างรอบด้านคือขั้นตอนแรกในการพัฒนารถอเนกประสงค์รุ่นนี้และนับเป็นงานวิจัยที่ครบวงจรที่สุดเท่าที่ฟอร์ดเคยทำมาในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

“ในช่วงเริ่มต้น ลูกค้าได้บอกสิ่งที่พวกเขาต้องการในรถคันใหม่ หลังจากนั้นเราได้ให้ความสำคัญและทบทวนผลตอบรับของผู้บริโภคในทุกขั้นตอนการผลิตเพื่อให้มั่นใจได้ว่าเราจะผลิตรถที่ตอบสนองตรงกับความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง” นายเอียน ฟอสตัน หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมรถอเนกประสงค์ กล่าว “ในภูมิภาคที่มีความหลากหลายเช่นภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ความต้องการและความคาดหวังของแต่ละตลาดมีความเฉพาะตัวมาก จึงเป็นสิ่งสำคัญมากที่เราต้องทำความเข้าใจความต้องการเหล่านั้นอย่างแท้จริง”

ตลาดในประเทศจีนมีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่มีความสนใจในรถเอสยูวีขนาดกลางในประเทศจีนมีสัดส่วนสูงกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ของกลุ่มตัวอย่างที่ฟอร์ดทำการสำรวจทั้งหมด อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรถเอสยูวีรุ่นล่าสุดเป็นรถที่มีแนวโน้มเป็นที่ต้องการของทุกตลาดทั่วโลก นักออกแบบและวิศวกรจากฟอร์ดจึงได้เก็บข้อมูลความต้องการของลูกค้าจากทุกมุมโลก

นำแรงบันดาลใจสู่ชีวิตจริง

หลังจากจบการวิจัยขั้นต้น ทีมนักออกแบบได้เริ่มร่างสิ่งที่พวกเขาคิดว่ารถเอสยูวีรุ่นใหม่ล่าสุดระดับโลกควรจะเป็นตั้งแต่ภายในจรดภายนอก นอกจากนี้ ทีมนักออกแบบของฟอร์ดยังได้ก้าวข้ามข้อจำกัดของโลกยานยนต์ โดยหาแรงบันดาลใจเพิ่มเติมจากงานสถาปัตยกรรม ภาพไลฟสไตล์ และผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค

ทีมนักออกแบบของฟอร์ดจากศูนย์ออกแบบประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกในเมืองเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ได้ตั้งเป้าหมายในการออกแบบที่เน้นความสมดุล ผสานความสมบุกสมบัน สมรรถนะ และความแข็งแกร่งเข้ากับความหรูหราและความประณีต รถต้นแบบ เอเวอร์เรสต์ คอนเซ็ปต์ ที่จัดแสดงในงานมหกรรมยานยนต์ในกรุงเทพฯ และปักกิ่ง เป็นรถที่แสดงถึงการออกแบบขั้นตอนสุดท้ายของพวกเขาได้เป็นอย่างดี

“เราต้องการการออกแบบที่สามารถสะท้อนสมรรถนะสมบุกสมบันแบบออฟโรด แต่ในขณะเดียวกันก็มีดีไซน์ล้ำสมัยที่แตกต่างไปจากเดิม” นายเดวิด เดอวิตต์ ผู้จัดการฝ่ายการออกแบบตัวถังภายนอกของรถอเนกประสงค์ ฟอร์ด ออสเตรเลีย กล่าว “ สิ่งที่เรากำลังสื่อสารคือคุณสามารถมีรถที่ทรงพลัง แต่ยังคงความหรูหราและทันสมัยได้ในขณะเดียวกัน นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับดีเอ็นเอของฟอร์ดรวมถึงการนำเอาความเชี่ยวชาญด้านเอสยูวีที่มีอยู่มาใช้ เพื่อผลิตรถที่สะท้อนถึงความเป็นฟอร์ดได้ดีที่สุด”

หลังจากได้นำความคิดเห็นของลูกค้ามาปรับใช้ ทีมออกแบบของฟอร์ดจึงได้สานต่อภาพร่างสองมิติให้กลายเป็นโมเดลสามมิติด้วยดินปั้นที่มีคุณสมบัติคล้ายขี้ผึ้งและมีความนุ่มในอุณหภูมิอุ่น ดินปั้นเป็นวัสดุที่เหมาะสมในการถ่ายทอดดีไซน์ภายในและภายนอก นอกจากนี้ เมื่อมองในระยะใกล้ รายละเอียดของโมเดลที่สร้างเสร็จจนับว่ามีความคล้ายคลึงกับรถยนต์ที่ผลิตออกมาเลยทีเดียว

ปรับแก้ทุกปัญหาเสมือนจริง

ในขณะที่ทีมออกแบบทำการร่างแบบและขึ้นโมเดล ทีมวิศวกรฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ทุ่มเทเวลาในการออกแบบโครงสร้างเพื่อให้มั่นใจว่ารถอเนกประสงค์คันนี้ สามารถตอบโจทย์ความเป็นรถสมบุกสมบันที่มีดีไซน์สวยงามได้เป็นอย่างดี

ด้วยความทันสมัยของวิศวกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยวิเคราะห์การผลิต (computer-aided engineering หรือ CAE) ฟอร์ดจึงสามารถปรับปรุงการออกแบบ ความปลอดภัย และอีกหลายๆ ส่วนที่เกี่ยวกับส่วนต่อประสานคนกับรถก่อนที่รถคันแรกจะผลิตออกมา ระบบวิศวกรรมแบบเสมือนจริงสามารถลดเวลาการพัฒนารถและลดค่าใช่จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในกระบวนการพัฒนา โดยการจำลองทุกองค์ประกอบและระบบภายในรถโดยละเอียด

“ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา วิศวกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยวิเคราะห์การผลิตได้พัฒนาอย่างรวดเร็วโดยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิศวกรรมยานยนต์” นายเอียน ฟอสตัน กล่าว “ในอดีต เราต้องผลิตรถต้นแบบขึ้นมาหลายร้อยคันซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการวิศวกรรมยานยนต์ แต่ทุกวันนี้ เราสามารถใช้ประโยชน์จากกระบวนการนี้และส่วนประกอบเสมือนจริง ทำให้รถต้นแบบที่ผลิตออกมามีความใกล้เคียงกับรถที่เสร็จสมบูรณ์มากขึ้น”

วิศวกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยวิเคราะห์การผลิตช่วยแก้ปัญหาความท้าทายด้านการออกแบบในรถขนาดใหญ่ได้ด้วยการวิเคราะห์การต้านลมแบบเสมือนจริง ทีมแอโรไดนามิคส์สามารถพัฒนาเอสยูวีที่มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศพลศาสตร์ต่ำที่สุดในท้องตลาด

เพื่อเพิ่มความปลอดภัย ทีมวิศวกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ช่วยวิเคราะห์การผลิตจำลองโครงสร้างภายในห้องโดยสารที่มีความแข็งแกร่งและจำลองการชนแบบเสมือนจริงหลายพันครั้ง การจำลองในแต่ละครั้งนับว่ามีรายละเอียดเยอะมากจนคอมพิวเตอร์ธรรมดาต้องใช้เวลาถึง 12 เดือนในการประเมินผล แต่การนำซุปเปอร์คอมพิวเตอร์อันอัจฉริยะมาใช้ ทำให้ฟอร์ดจำลองการชนแบบเสมือนจริงแต่ละครั้งได้ในเวลาเพียง 2-4 ชั่วโมง

ฟอร์ดยังได้ใช้ห้องทดลองฟอร์ด อิมเมอร์สีฟ เวอร์ชัวร์ เอ็นไวรอนเมนต์ (Ford immersive Virtual Environment – FiVE) ซึ่งเป็นสตูดิโอออกแบบในเมลเบิร์นที่เพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อการตรวจสอบรถแบบเสมือนจริงด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัยสำหรับทีมดีไซเนอร์และวิศวกร ศูนย์ดังกล่าวมีพื้นที่กว้างขวาง เหมาะให้ทีมงานเดินศึกษารายละเอียดรอบรถขนาดใหญ่อย่างเอสยูวีได้

ด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย ทีมงานในออสเตรเลียจึงสามารถตรวจสอบรถแบบเสมือนจริงได้พร้อมกับทีมงานในอเมริกา จีน และเยอรมนี เพื่อศึกษาและทำความเข้าใจว่าการออกแบบจะออกเป็นมาอย่างไร โดยจำลองรูปแบบการใช้งานรถในขณะหยุดนิ่งแบบเดียวกับที่ผู้บริโภคจะใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นการเปิดประตู ขึ้น-ลงจากรถ และขณะนั่งภายในรถ ทีมวิศวกรและนักออกแบบสามารถระบุและตรวจสอบปัญหาความไม่สม่ำเสมอด้านการออกแบบ เพื่อปรับการออกแบบให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้น

พร้อมขับเคลื่อนในโลกแห่งความจริง

ถึงแม้การจำลองทางคอมพิวเตอร์จะทันสมัยเพียงใด แต่ก็ไม่สามารถทดแทนการทดลองในชีวิตจริงได้ ในขณะที่รายละเอียดด้านการออกแบบต่างๆ ยังอยู่ในขั้นตอนการสรุป ทีมวิศวกรจึงสร้างรถต้นแบบ “ลูกผสม” ก่อนการผลิตขึ้นจากแพลตฟอร์มรถเอสยูวีที่มีความชาญฉลาด แข็งแกร่ง และเปี่ยมประสิทธิภาพ เพื่อเป็นแนวทางให้กับรถที่จะได้รับการผลิตในขั้นตอนสุดท้าย

ส่วนของรถลูกผสมคันนี้ผลิตขึ้นจากชิ้นส่วนของรถหลายๆ คันที่ผลิตขึ้นมาก่อนหน้า แม้ว่ารถคันนี้อาจมีรูปร่างแปลกแต่ก็มีความสำคัญมาก เนื่องจากวิศวกรจะนำระบบของรถไปทดสอบในสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมการขับขี่จริงอันหลากหลาย หลังจากนั้นจึงจะระบุและแก้ไขปัญหาที่อาจจะไม่แสดงให้เห็นในช่วงของการทดลองแบบเสมือนจริง

สำหรับรถเอสยูวีระดับโลกรุ่นล่าสุดที่ได้รับการออกแบบให้มีสมรรถนะอันทรงพลังในขณะขับแบบออฟโรดและให้ความรู้สึกหรูหราขณะขับบนเส้นทางปกติ การทดสอบรถในขั้นตอนนี้จึงรวมถึงบททดสอบสุดโหดมากมาย

ทีมวิศวกรได้ทดสอบรถในระดับความสูงที่สูงชันบนยอดเขาในประเทศนิวซีแลนด์ ขับข้ามเดธแวลลีย์ในแคลิฟอร์เนีย และทะเลทรายซิมป์สันในประเทศออสเตรเลีย ลุยทะเลสาบน้ำแข็งในประเทศสวีเดน บุกภูเขาอันห่างไกลในประเทศจีน และตะลุยหน้าหนาวสุดขีดในตอนเหนือของประเทศแคนาดา นอกจากนี้ ทีมวิศวกรยังได้ทดสอบความคงทนในห้องทดลองที่สามาถจำลองการใช้งานหลายปีให้แสดงผลภายในเวลาไม่กี่วัน

ในทุกขั้นตอนการทำงาน ทีมออกแบบและวิศวกรมุ่งมั่นในการปรับปรุงและพัฒนาผลงานให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้จริง การสร้างรถต้นแบบด้วยมือที่มีความคล้ายคลึงกับรถที่พร้อมส่งผลิต ทั้งในด้านการออกแบบและโครงสร้าง ทำให้ทีมงานสามารถปรับแต่งเครื่องยนต์และช่วงล่างได้เป็นอย่างดี

ตลอดระยะเวลาการทดสอบรถในสถานการณ์จริงและในช่วงของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ฟอร์ดได้ผลิตรถต้นแบบถึง 200 คัน เพื่อบุกตะลุยในทุกสนามทดสอบรวมระยะทางทั้งสิ้นกว่า 1 ล้านกิโลเมตร ทั้งในสถานที่จริงและในสนามทดสอบระดับโลกของฟอร์ด

“การได้ใช้เวลาทดลองขับรถในส่วนต่างๆ ของโลกช่วยให้เราเข้าใจสภาพถนนและพฤติกรรมการขับที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศมากขึ้น” นายเอียน ฟอสตัน กล่าว “ตัวอย่างเช่น เราพบว่าระหว่างขับรถ ผู้ขับขี่ชาวจีนจะเหยียบคลัตช์และเปลี่ยนเกียร์เร็วกว่าผู้ขับขี่ชาวออสเตรเลีย และในตลาดอื่น เราเห็นความสำคัญของการติดตั้งแตรที่มีความคงทนมากขึ้น”

ในช่วงเกือบสุดท้ายของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ การได้ทดสอบรถอย่างรอบด้านบนถนนจริงๆ ทำให้ทีมงานของฟอร์ดได้เห็นพัฒนาการของรถตั้งแต่เริ่มต้นจนครบรอบวงจรผลิตภัณฑ์ ก่อนที่รถรุ่นใหม่จะเดินหน้าสู่สายการผลิตจริงและส่งมอบให้แก่ลูกค้า

“เราเริ่มจากความต้องการของลูกค้า และให้ความสำคัญสูงสุดแก่ลูกค้าของเราเสมอ” นายเอียน ฟอสตัน กล่าว “หลังจากการทำงานนานถึง 5 ปี และความทุ่มเทกว่า 4,500 ชั่วโมง ในที่สุด เราก็ได้สร้างสรรค์รถยนต์นั่งแบบอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์ความต้องการและอยู่เหนือความคาดหวังของลูกค้าได้ นับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก”

 

Comments are closed.