Equip&Gadget

ความแตกต่างของกล่อง F–CON Sกับ F-CON Vpro

F-CON S ยังจำเป็นที่จะต้องรับสัญญาณขาเข้าของ sensor

มาคำนวนและปรับแต่งค่าตามที่ต้องการก่อน แล้วจึงส่งให้กับ

ECU ติดรถ เมื่อ ECU ส่งสัญญาณออกมาที่กล่อง F-CON S

เพื่อให้ตรวจสอบค่าที่ถูกต้องรวมไปถึงปรับเปลี่ยนค่าต่างๆ

ให้เหมาะสม จากนั้นจึงกำหนดองศาการจุดระเบิดและปริมาณ

การฉีดจ่ายน้ำมันไปยังเครื่องยนต์ พูดง่ายๆก็คือ F-CON S จะทำการดักสัญญาณทั้งขาเข้าและขาออก

เพื่อตรวจสอบและป รับแต่งค่าต่างๆให้เหมาะสมที่สุด อย่างไรก็ดี F-CON S ยังจำเป็นที่จะต้องรับค่าต่างๆ

จากกล่อง ECU เดิมอยู่ดี หรือเป็นได้แค่ Piggy Back ส่วน F-CON V Pro นั้นจะรับค่าต่างๆจาก sensor

โดยจะประมวลผลรวมถึงปรับแต่งค่าเหล่านั้น และส่งค่าต่างๆที่ถูกกำนหดใหม่ออกจากกล่อง F-CON V Pro

ไปกำหนดองสาไฟจุดระเบิดและปริมาณการจ่ายน้ำมัน ไปยังเครื่องยนต์โดยไม่จำเป็นที่จะต้องรอรับข้อมูล

จาก ECU เดิมเหมือนกับ F-CON S ส่วนข้อมูลมาตรฐานจะส่งผ่าน กล่อง F-CON V Proกลับไปที่

ECU เดิม (เช่นระบบความคุมแอร์ ) ดังนั้น F-CON V Pro ไม่จำเป้นที่จะต้องพึ่งข้อมูลเดิมจากกล่อง ECU

คือสามารถทำงานได้แบบ stand alone หรือเป็นกล่องแบบ Engine Management ซึ่งทำให้

F-CON V Pro สามารถปรับแต่งข้อมูลและกำนหนดค่าต่างๆได้อิสระกว่า

 

F-CON S จะมีค่า default ที่เป็นโปรแกรมสั่งการในขั้นเริ่มต้นมาให้ โดยจะเป็นค่า

ที่จะปรับแต่งเครื่องยนต์มาให้แบบ Light Tune ซึ่งค่าที่ให้มาจะเป็นของเครื่องยนต์แต่ละรหัสของรถ

แต่ละรุ่น เช่น 2JZ GTE ในรถ JZA80 เป็นต้น ซึ่งค่าเหล่านี้จะสามารถใช้ได้กับ spec รถและเครื่องยนต์นั้นๆ

แม้ว่าจะเป็นเครื่องรหัสเดียวกัน แต่ว่าอยู่ในรถคนละคันก็ไม่สามารถใช้กันได้ นอกจากนี้ค่าที่ set มา

ใน Step Light Tune นี้จะเป็นค่าที่ถูกกำหนดมา สำหรับรถที่ใช้ octane 100 (เพราะในญี่ปุ่นเบนซินซูเปอร์

จะไม่ใช่แค่ 91 ครับแต่เป็น 100 ) รวมไปถึงชุดหัวฉีดที่ใช้ ต้องเป็นของเดิม และบูสท์ไม่เกินค่าที่กำหนดไว้ด้วย

ดังนั้นถ้ามีการเปลี่ยนปั้มเบนซิน หรือเปลี่ยนหัวฉีด รวมไปถึงบูสท์เกินกว่าที่กำนหนดจำเป็นที่จะต้องไล่จูน

ป้อนค่าต่างๆที่ต้องการกันใหม่ หมด ไม่สามารถใช้ค่า default ที่กล่อง F-CON S มีมาให้ได้

แต่ถ้าทุกอย่างยังเป็น Standard ก็แค่กำหนดค่าน้ำมัน octane ใหม่ (คือยังไงก็ต้องจูนใหม่ แต่จูนนิดเดียว)

ส่วน F-CON V Pro นั้นจะมาแบบว่างเปล่าเลยไม่มีค่า default เริ่มต้นมาให้ทำให้ทุกๆค่าจำเป็น

ที่จะต้องไล่ป้อนค่า กันใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะยุ่งยากสำหรับรถที่มีสภาพ standard ชิ้นส่วนต่างๆทั้งหมด

เกือบเดิมสนิทต้องการแค่แบบ Light Tune นั้นเอง

F-CON S มีความฉลาดหรือที่เรียกว่าความละเอียดในการจูนนั้นน้อยกว่า F-CON V Pro เนื่องจาก

หน่วยความจำในการควบคุมและสั่งการเครื่องยน ต์ของ F-CON V Pro มีจำนวนมากกว่าของ F-CON S

F-CON S มีราคาถูกกว่า F-CON V Pro เนื่องจากมีหน่วยความจำในการสั่งการและควบคุมเครื่องยนต์น้อยกว่า

แต่ F-CON S สามารถปรับจูนได้ง่ายกว่า เนื่องจากมีค่า default มาให้อยู่แล้วในกล่อง(สำหรับรถที่เป็นแบบ

Light Tuning) ส่วน F-CON V Pro นั้นจูนยากกว่าเยอะ เนื่องจากไม่มีค่า defaultเริ่มต้นมาให้

ทำให้จำเป็นต้องนั่งเขียนค่าทั้งหมดใหม่เลย นอกจากนี้ F-CON V Pro ไม่สามารถบอกทุกๆอย่าง

เกี่ยวกับตัวรถได้ เพราะรับสัญญาณค่าเข้าจาก sensor แล้วจึงนำค่าที่ได้ไปแปลงแล้วกำหนดองศา

การจุดระเบิดและปริมาณการฉีดจ่ายน้ำมันของเครื่องยนต์ แต่ไม่ได้ควบคุมระบบอื่นๆของรถ

เช่น การเปิดแอร์ปิดแอร์ ดังนั้นหากยังต้องการให้รถของคุณสามารถใช้งานได้ทุกฟังชั่นยังจำเป็นที่จะต้อง

พ่วง F-CON V Pro กับกล่อง ECU เดิมติดรถอยู่ดี

 

แม้ว่า F-CON S จะมีราคาถูกกว่า และมีหน่วยความจำในการสั่งค่าและควบคุมเครื่องยนต์น้อยกว่า F-CON V Pro

รวมถึงมี range ในการจูนได้น้อยกว่าแต่ถ้าเป็นการจูนแบบใช้งานทั่วไปไม้ได้Boost บ้าพลังคลั่งแรงม้ามากนัก

F-CON S ก็สามารถที่จะสร้างแรงม้าและแรงบิดได้ไม่แพ้ F-CON V Pro สักเท่าไร

จากตัวอย่างข้อมูลของ HKS ญี่ปุ่นมีดังนี้ครับ ในการจูน JZA 80 เครื่องยนต์ 2JZ GTE Turbo T04 R

ด้วยหัวฉีดขนาด 650 cc. (ของเดิมขนาด 480 cc.) ใช้ F-CON S ในการจูนสามารถสร้างแรงม้าได้ที่ 485 แรงม้า

ส่วนของ F-CON V Pro สามารถสร้างแรงม้าออกมาได้ 508 แรงม้าซึ่งจะเห็นว่า F-CON S มีแรงม้าน้อยกว่า

F-CON V Pro อยู่ประมาณ 23 ตัว สำหรับบางคนอาจจะมองว่า มันเยอะนะแต่ว่าถ้ามองในแง่ของเงิน

ที่ต้องจ่ายเพิ่มแล้วล่ะก็ มันก็น่าจะ OK ใช่ไหมครับ ส่วนความสามารถในการสร้างแรงม้าของ F-CON S

กับ F-CON V ธรรมดานั้นแถบจะไม่ต่างกันเลยคือ F-CON V สามาถสร้างแรงม้าได้ 487.5 ซึ่งมากกว่า F-CON S

เพียง 2.5 ตัวเท่านั้น จุดที่เหมือนกันของ F-CON S กับ F-CON V Proก็คือจะมี function ปลดล็อคความเร็ว

และปลดล็อคบูสท์มาให้เรียบร้อยแล้วทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมเข้าไปอีก

เครดิต : Narun Lee  haarod.com

Comments are closed.